วงการตำรวจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่เปราะบางและดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อมรสุมลูกใหญ่กำลังก่อตัวพัดถล่ม “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” จนสั่นสะเทือนไปทั่วทุกสารทิศ ความขัดแย้งภายในที่สะสมมานานเริ่มปะทุออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน โดยมีเป้าหมายใหญ่พุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล นายตำรวจคนดังผู้มากบารมี ซึ่งกำลังเผชิญกับแรงเสียดทานอันหนักหน่วงรอบด้าน ทั้งจากคดีความ การตรวจสอบทางวินัย และเกมการเมืองภายในองค์กรที่เข้มข้นจนยากจะคาดเดาบทสรุป
สถานการณ์ล่าสุดไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวลือหรือเสียงซุบซิบในวงกาแฟอีกต่อไป แต่กลายเป็น “สงครามตัวแทน” และ “การชิงไหวชิงพริบ” เพื่อช่วงชิงอำนาจในการจัดโผโยกย้ายนายตำรวจระดับสูงที่กำลังจะมาถึง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการคุมกำลังพลและทิศทางขององค์กรสีกากีในอนาคต แหล่งข่าวระดับสูงภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยว่า ศึกครั้งนี้มีเดิมพันที่สูงลิ่ว ไม่ใช่เพียงแค่ตำแหน่งหรือยศถาบรรดาศักดิ์ แต่หมายถึงการดำรงอยู่ของขั้วอำนาจและการเช็กบิลย้อนหลังที่อาจทำให้ใครหลายคนต้อง “ไม่มีแผ่นดินอยู่” หากเดินเกมพลาด
รอยร้าวที่เกิดขึ้นไม่ได้เพิ่งก่อตัว แต่เป็นการสะสมความขัดแย้งมายาวนาน ระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าและคลื่นลูกใหม่ที่พยายามจะขึ้นมามีบทบาท การที่ “บิ๊กโจ๊ก” ซึ่งถือว่าเป็นนายตำรวจที่มีผลงานโดดเด่นและมีแสงสปอตไลท์ส่องถึงตลอดเวลา กลายเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกในสมรภูมิสีกากี หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าการเคลื่อนไหวทางคดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเงิน เครือข่ายเว็บพนัน หรือลูกน้องคนสนิทที่ถูกดำเนินคดี ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ “ยุทธการตัดแขนตัดขา” เพื่อลดทอนบารมีและทำลายความชอบธรรมในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด
การงัดข้อกันระหว่าง “บิ๊ก” ในวงการตำรวจ ทำให้เกิดภาพลักษณ์ของความแตกแยกที่ไม่เคยปรากฏชัดเจนขนาดนี้มาก่อน ประชาชนต่างตั้งคำถามถึงความเป็นเอกภาพและการทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เมื่อผู้ที่ควรรักษากฎหมายกลับต้องมาต่อสู้กันเองด้วยข้อกฎหมายและการแฉข้อมูลลับ การปล่อยข่าวสารผ่านสื่อและการใช้สงครามไซเบอร์ (IO) เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม กลายเป็นเครื่องมือหลักที่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างกระแสสังคมให้กดดันอีกฝ่าย
ไฮไลท์สำคัญที่ต้องจับตาคือ “บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ” ที่กำลังจะมีการเคาะชื่อกันในเร็วๆ นี้ แหล่งข่าววงในระบุว่าบัญชีนี้จะไม่ใช่การแต่งตั้งตามวาระปกติ แต่จะเป็นการ “ล้างไพ่” ครั้งใหญ่เพื่อจัดระเบียบขั้วอำนาจใหม่ทั้งหมด ตำแหน่งหลักๆ ในกองบัญชาการที่คุมกำลังพลและคุมพื้นที่ทำเลทอง กำลังถูกต่อรองและวิ่งเต้นกันอย่างหนักหน่วง ฝุ่นตลบจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า
สำหรับ “บิ๊กโจ๊ก” แล้ว การโยกย้ายครั้งนี้เปรียบเสมือนด่านหินที่ต้องฝ่าไปให้ได้ หากสามารถรักษฐานที่มั่นและผลักดันคนของตัวเองเข้าไปอยู่ในตำแหน่งสำคัญได้ ก็เท่ากับเป็นการต่อลมหายใจและพิสูจน์บารมีว่ายังคง “เอาอยู่” แต่หากพลาดท่าเสียที ถูกล้วงลูกหรือคนสนิทถูกเด้งออกนอกวงโคจร ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าเส้นทางสู่ดวงดาวอาจจะริบหรี่ลง หรือถึงขั้นต้องปิดฉากบทบาทสำคัญในวงการไปอย่างน่าเสียดาย
กระแสข่าวการ “สกัดดาวรุ่ง” มีออกมาอย่างต่อเนื่อง มีการพูดถึง “ใบสั่ง” จากผู้มีบารมีนอกวงการที่ต้องการเข้ามาจัดระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการเมืองภาพใหญ่ ทำให้สมการการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ซับซ้อนกว่าทุกครั้ง เพราะมีปัจจัยแทรกซ้อนทั้งจากฝ่ายการเมือง ฝ่ายกฎหมาย และกลุ่มทุนที่หนุนหลังแต่ละขั้วอำนาจอยู่
ท่ามกลางสงครามของเหล่านายพล สิ่งที่ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับคือ “ศรัทธาของประชาชน” ภาพลักษณ์ของตำรวจไทยที่ตกต่ำอยู่แล้ว ยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยข่าวฉาวรายวัน การแฉเรื่องส่วย การซื้อขายตำแหน่ง และการใช้อำนาจในทางมิชอบ กลายเป็นเรื่องที่สังคมรับรู้และเอือมระอา ประชาชนเริ่มรู้สึกว่าตนเองไม่มีที่พึ่ง เมื่อตำรวจมัวแต่ยุ่งอยู่กับการทะเลาะกันเองเพื่อแย่งชิงอำนาจ แทนที่จะทุ่มเทเวลาไปกับการปราบปรามโจรผู้ร้ายหรือดูแลความสงบสุขของบ้านเมือง
กรณีของบิ๊กโจ๊กจึงเป็นเหมือน “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ที่โผล่พ้นน้ำมาให้เห็น แต่เบื้องล่างนั้นยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างอีกมากมายที่เน่าเฟะและรอวันระเบิด การแก้ปัญหาที่ตัวบุคคลอาจไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง หากระบบอุปถัมภ์และระบบตั๋วยังคงฝังรากลึกอยู่ในองค์กร การปฏิรูปตำรวจที่พูดกันมาทุกยุคทุกสมัย จึงดูเหมือนจะเป็นเพียงวาทกรรมที่ใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ มากกว่าจะมีความตั้งใจจริงในการเปลี่ยนแปลง
บทสรุปของมหากาพย์เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันแบบรายวัน สถานการณ์สามารถพลิกผันได้ตลอดเวลาตราบใดที่คำสั่งแต่งตั้งยังไม่มีลายเซ็นลงนาม การเจรจาต่อรองหลังฉากยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และการขู่กรรโชกทางลับที่คนนอกไม่มีทางรู้
สำหรับ “บิ๊กโจ๊ก” แม้จะเผชิญมรสุมหนักหนาสาหัส แต่ด้วยประสบการณ์และเขี้ยวเล็บที่สั่งสมมาอย่างโชกโชน หลายคนเชื่อว่าเขาจะไม่ยอมจำนนง่ายๆ และอาจมี “ไม้ตาย” ก้นหีบที่เตรียมไว้ใช้โต้กลับในนาทีสุดท้าย การเดินเกมรุกทางกฎหมายและการมวลชนสัมพันธ์ที่เขาถนัด อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เขาฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องเจ็บตัวไม่แพ้กัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ผู้ชนะในศึกครั้งนี้อาจไม่ใช่ผู้ชนะที่แท้จริง เพราะสิ่งที่สูญเสียไปแล้วคือเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสีกากี ที่ถูกนำมาป่นปี้กลางตลาดสดแห่งการชิงดีชิงเด่น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องได้รับการผ่าตัดครั้งใหญ่ ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่เพื่อคืนความยุติธรรมและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หรือเป็นเพียงแค่การวนลูปของวงจรอุบาทว์เดิมๆ คำตอบอยู่ที่ “ผู้มีอำนาจ” ตัวจริง ว่าจะเลือกความถูกต้องหรือเลือกพวกพ้อง และบทเรียนจากอดีตได้สอนอะไรให้กับพวกเขาบ้างหรือไม่ ประวัติศาสตร์จะจารึกชื่อของพวกเขาในฐานะผู้กอบกู้ หรือผู้ทำลาย ต้องรอติดตามบทสรุปที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
