.วิเคราะห์การเมือง — ประยุทธ์ ตัวแปรสำคัญ ปลุกกระแสประชาชนลุกฮือ

ในท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่แหลมคมและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน วาทกรรมหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยและฝ่ายตรงข้ามอำนาจรัฐคือคำว่า “เวลาอยู่ข้างเรา” คำคำนี้ถูกใช้เสมือนน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจ เป็นเครื่องปลอบประโลมให้มีความหวังว่า เมื่อเวลาผ่านไป การเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นตามกฎธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากวิเคราะห์เจาะลึกถึงแก่นแท้ของยุทธศาสตร์การต่อสู้และการเมืองภาคปฏิบัติ การยึดถือวาทกรรมนี้อาจเป็น “กับดัก” ที่อันตรายที่สุด และสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือการเดินเกมที่ผิดพลาดของขั้วอำนาจ โดยเฉพาะบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่อาจกลายเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” สำคัญที่ทำให้ประชาชนไม่อาจรอนิ่งเฉยได้อีกต่อไป

เมื่อพิจารณาในเชิงจิตวิทยามวลชน คำว่า “เวลาอยู่ข้างเรา” ดูเหมือนจะเป็นคำพูดที่ให้กำลังใจ สร้างความเชื่อมั่นว่าความล้าหลังและความอยุติธรรมจะพ่ายแพ้ต่อกาลเวลา แต่ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์และนักวิเคราะห์การเมืองที่มีประสบการณ์ มองว่านี่คือวาทกรรมที่ถูก “จัดตั้ง” ขึ้นมาหรือไม่? เพื่อจุดประสงค์ในการลดทอนพลังงานขับเคลื่อนของสังคม ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องกระตือรือร้น เพียงแค่นั่งรอเฉยๆ ชัยชนะก็จะมาถึงเอง

ความเชื่อในลักษณะนี้ส่งผลร้ายแรงต่อขบวนการเคลื่อนไหว เพราะมันสร้างนิสัย “ผลัดวันประกันพรุ่ง” ขึ้นในจิตสำนึก การคิดว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเวลาก็จัดการเอง” คือความประมาทขั้นสูงสุดในสมรภูมิการเมือง เพราะในขณะที่ฝ่ายประชาชนกำลังรอคอยเวลา ฝ่ายผู้ถือครองอำนาจไม่เคยหยุดนิ่ง พวกเขามีวินัย มีการวางแผน และมีการลงมือทำในทุกวินาทีเพื่อรักษาฐานอำนาจของตนเองไว้

หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์และการทำงานของชนชั้นนำ หรือกลุ่มอีลิต (Elite) ที่กุมอำนาจในโครงสร้างสังคมไทยมาอย่างยาวนาน จะพบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า พวกเขาไม่ได้มีทัศนคติแบบ “รอเวลา” เหมือนที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามปลอบใจตัวเอง ตรงกันข้าม พวกเขามีระเบียบวินัยที่เคร่งครัดและทำงานแข่งกับเวลาเสมอ

มีเรื่องเล่าและเกร็ดประวัติศาสตร์มากมายที่สะท้อนให้เห็นว่า ผู้มีอำนาจระดับสูงมักตื่นก่อนนอนทีหลัง มีการเตรียมพร้อมตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น ข้าราชบริพารในอดีตถูกฝึกให้ตื่นตัวเสมอ เพื่อรอรับพระราชกระแสรับสั่ง หรือการเตรียมงานราชการที่ต้องเสร็จสิ้นก่อนรุ่งสาง สิ่งเหล่านี้สะท้อน “Mindset” หรือกรอบความคิดที่ว่า “ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด” ไม่มีการปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์

ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งรอให้เวลาทำหน้าที่ อีกฝ่ายกลับใช้เวลาทุกนาทีในการ “เดินเครื่อง” ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมทโครงการ การกระชับอำนาจ การสร้างเครือข่าย หรือการทำลายคู่แข่งทางการเมือง การที่ฝ่ายประชาชนชะล่าใจและคิดว่าเวลาจะกลืนกินระบอบเก่าไปเองนั้น จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะ “เวลา” ไม่เคยเลือกข้าง แต่มันจะเข้าข้างคนที่ “ใช้” มันอย่างคุ้มค่าที่สุดเท่านั้น

แม้ว่าฝ่ายอำนาจรัฐจะมีความพยายามในการใช้จิตวิทยาเพื่อควบคุมมวลชนให้สงบ แต่ตัวแปรที่สำคัญที่สุดที่อาจทำให้แผนการ “ดึงเวลา” ล้มเหลว คือตัวของผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอง การบริหารงานที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ การตัดสินใจที่ขัดแย้งกับความรู้สึกของประชาชน และสภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “รอไม่ได้อีกแล้ว”

หากเปรียบเทียบเป็นการเดินหมาก การที่ “เสี่ยโอ” หรือผู้มีบารมีเบื้องหลังพยายามเดินเกมอย่างระมัดระวัง แต่หากตัวขุนพลหน้ากระดานอย่างประยุทธ์เดินเกมพลาด สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น สิ่งนี้จะเป็น “ตัวเร่ง” (Catalyst) ชั้นดีที่ปลุกให้ประชาชนตื่นจากภวังค์

ความคับแค้นใจจากความล้มเหลวในการบริหาร ปัญหาปากท้อง และความยุติธรรมที่บิดเบี้ยว จะเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้วาทกรรม “เวลาอยู่ข้างเรา” หมดความขลัง ประชาชนจะเริ่มตระหนักว่า หากปล่อยให้เวลาเดินต่อไปโดยไม่ทำอะไร ความเสียหายจะยิ่งทวีคูณ จนอาจไม่เหลืออะไรให้ลูกหลาน ดังนั้น พฤติการณ์ของผู้นำรัฐบาลจึงเป็นดาบสองคม ที่อาจจะทิ่มแทงผู้ถืออำนาจเสียเอง หากยังคงเมินเฉยต่อเสียงเรียกร้อง

อีกประเด็นที่ต้องตระหนักคือ วัฒนธรรม “มักง่าย” ที่อาจแฝงอยู่ในขบวนการต่อสู้ การคิดว่าทำอะไรง่ายๆ แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากในโลกความเป็นจริง หากต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ต้องอาศัยความเพียรพยายาม การวางแผน และการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การฉาบฉวยหรือหวังผลเลิศจากการกระทำเพียงชั่วข้ามคืน

คำสอนทางพุทธศาสนาหรือปรัชญาที่ว่า “พรุ่งนี้ไม่มีอยู่จริง” (Tomorrow Never Comes) ควรถูกนำมาใช้เป็นหลักคิดในการเคลื่อนไหวทางการเมือง การผลัดภาระไปให้วันพรุ่งนี้ เท่ากับว่าเรากำลังประมาท เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น หรือเราจะมีชีวิตอยู่ถึงพรุ่งนี้หรือไม่

การต่อสู้ทางการเมืองจึงต้องทำเสมือนว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย ต้องทุ่มเทสรรพกำลัง ความคิด และการกระทำ เพื่อส่งแรงกระเพื่อมให้ถึงที่สุด การรอคอยให้ระบบพังทลายลงเองตามกาลเวลา เปรียบเสมือนการนั่งมองนาฬิกาเดินถอยหลัง ในขณะที่คู่ต่อสู้กำลังสร้างป้อมปราการที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้ต้องการสร้างความสิ้นหวัง แต่ต้องการ “กระตุกต่อมคิด” ของผู้รักประชาธิปไตยทุกคน ให้ตื่นจากภาพลวงตาที่แสนหวานว่าเวลาจะนำพาชัยชนะมาให้ การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่เคยเกิดขึ้นจากการรอคอย แต่เกิดขึ้นจากการกระทำที่สม่ำเสมอ มีวินัย และมียุทธศาสตร์

พล.อ.ประยุทธ์ และเครือข่ายอำนาจ อาจดูเหมือนแข็งแกร่งและกุมความได้เปรียบ แต่พวกเขาก็มีจุดเปราะบาง โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาย่ามใจหรือเดินเกมพลาด หน้าที่ของภาคประชาชนคือการจับตาดูทุกฝีก้าว ไม่ยอมจำนนต่อความเนือยนิ่ง และแปรเปลี่ยนความโกรธขึงให้เป็นพลังสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนสังคม

เวลาจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งตามธรรมชาติของมัน แต่ประวัติศาสตร์จะจารึกชื่อของผู้ที่ “กล้าหาญ” ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ผู้ที่นั่งรอให้เข็มนาฬิกาหมุนไปวันๆ ถึงเวลาแล้วที่ต้องเลิกท่องวาทกรรมหลอกตัวเอง แล้วหันมาเผชิญหน้ากับความจริงว่า “ถ้าเราไม่ทำวันนี้ พรุ่งนี้อาจสายเกินแก้”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *