ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างสูงสุดจากประชาชนชาวไทยและถูกพูดถึงในวงกว้างบนสื่อสังคมออนไลน์ คือข่าวคราวเกี่ยวกับพระอาการประชวรของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายหลังจากที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการประสบอุบัติเหตุและการบาดเจ็บที่บริเวณข้อพระบาท (ข้อเท้า) ซึ่งนำมาสู่ความห่วงใยจากพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน แต่ยังนำไปสู่บทสนทนาทางสังคมที่สำคัญเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติในการแถลงข่าวราชสำนัก ความโปร่งใสของข้อมูลข่าวสาร และการปรับตัวของระบบการสื่อสารในยุคดิจิทัล
ตามข้อมูลที่มีการนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ และการรับรู้โดยทั่วไปของประชาชน ระบุว่าสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงประสบอุบัติเหตุหกล้ม ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บที่ข้อพระบาท โดยคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาได้ลงความเห็นและกราบบังคมทูลให้ทรงงดพระราชกรณียกิจชั่วคราวเพื่อให้พระวรกายได้พักฟื้น ซึ่งถือเป็นกระบวนการรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอาการบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับกระดูกและข้อในผู้สูงอายุ ที่ต้องใช้เวลาและความระมัดระวังเป็นพิเศษในการฟื้นฟูสภาพร่างกาย
การออกแถลงการณ์หรือการแจ้งข่าวในลักษณะนี้ ถือเป็นกิจวัตรที่สำนักพระราชวังปฏิบัติสืบต่อกันมา เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงความเป็นไปของบุคคลสำคัญของประเทศ ซึ่งเมื่อข่าวสารนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามมาทันทีคือกระแสธารแห่งความจงรักภักดีและความห่วงใย ประชาชนจำนวนมากต่างเฝ้ารอติดตามข่าวสารอัปเดตอย่างใกล้ชิด และร่วมกันส่งกำลังใจผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์
หากพิจารณาในเชิงลึกถึงบริบทของการนำเสนอข่าวราชสำนัก การแถลงการณ์เรื่องพระอาการประชวรครั้งนี้ ได้เปิดประเด็นให้สังคมได้ขบคิดถึงความเปลี่ยนแปลงและรูปแบบการสื่อสารระหว่าง “วัง” กับ “ประชาชน” ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ในอดีตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ประชาชนมีความคุ้นเคยกับการได้รับทราบข่าวสารเกี่ยวกับพระสุขภาพพลานามัยอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาการประชวรเล็กน้อย เช่น ไข้หวัด หรืออาการที่ต้องประทับรักษาในโรงพยาบาล
ธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าวได้สร้างบรรทัดฐานความเข้าใจให้กับสังคมไทยว่า การรับรู้เรื่องราวสุขทุกข์ของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เป็นเรื่องปกติวิสัย และเป็นสิ่งที่ผูกโยงความรู้สึกของประชาชนเข้ากับสถาบันฯ การแถลงการณ์อย่างตรงไปตรงมาในอดีต จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมความเข้าใจและลดช่องว่างของความสงสัย
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการตั้งข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์และผู้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองว่า รูปแบบและความถี่ในการนำเสนอข่าวสารราชสำนักในรัชกาลปัจจุบันมีความแตกต่างออกไป โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจในต่างประเทศ หรือรายละเอียดเกี่ยวกับพระสุขภาพส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ ที่อาจไม่ได้มีการแถลงข่าวบ่อยครั้งเท่าในอดีต หรือปรากฏเป็นข่าวเฉพาะเมื่อมีพระราชกรณียกิจภายในประเทศที่สำคัญเท่านั้น
ประเด็นเรื่องการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของสังคมระบอบประชาธิปไตย โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชนได้ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การดำรงอยู่ของสถาบันฯ ย่อมมีความเกี่ยวข้องกับงบประมาณแผ่นดินและภาษีของประชาชน ดังนั้น สุขภาพและความเป็นไปของประมุขแห่งรัฐและพระราชวงศ์ชั้นสูง จึงไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนพระองค์ แต่เป็นเรื่องสาธารณะที่ประชาชนมีสิทธิรับรู้ (Right to Know)
การเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการและทันท่วงที นอกจากจะเป็นการแสดงความโปร่งใสแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการป้องกัน “ข่าวลือ” (Rumors) ที่มักเกิดขึ้นในภาวะที่ข้อมูลข่าวสารขาดแคลนหรือคลุมเครือ ในยุคที่โซเชียลมีเดียสามารถแพร่กระจายข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว หากไม่มีข่าวสารจากแหล่งข้อมูลหลักที่น่าเชื่อถือ ประชาชนย่อมต้องแสวงหาข่าวสารจากแหล่งอื่น ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อน หรือนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ถึงความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลสุขภาพของผู้นำ มีตัวอย่างในหน้าประวัติศาสตร์โลกที่น่าสนใจ ดังเช่นกรณีของราชวงศ์โรมานอฟแห่งรัสเซีย หรือย้อนกลับไปในสมัยของซาร์ปีเตอร์มหาราชและพระนางเจ้าแคทเธอรีน ในอดีตการปิดบังข้อมูลการเจ็บป่วยหรือสาเหตุการสวรรคตของกษัตริย์ มักนำมาซึ่งความระแวงสงสัย และเปิดช่องว่างให้เกิดการแย่งชิงอำนาจหรือการปล่อยข่าวลือเพื่อทำลายความชอบธรรม
ประวัติศาสตร์ได้สอนบทเรียนว่า การแถลงความจริง ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยหรือรุนแรง เป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับสถาบันผู้นำ เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมพร้อมทางความคิด และเข้าใจสถานการณ์อย่างถูกต้อง การปกปิดข้อมูลมักให้ผลลัพธ์ในทางลบมากกว่าทางบวกในระยะยาว โดยเฉพาะในโลกยุคใหม่ที่พรมแดนข้อมูลข่าวสารเปิดกว้าง
กลับมาที่กรณีของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ การที่สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์เรื่องพระอาการบาดเจ็บที่ข้อพระบาทจากการหกล้มนั้น ถือเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความคาดหวังของประชาชน และเป็นเครื่องยืนยันว่าพระองค์ทรงเป็นเจ้านายที่มีความใกล้ชิดและเป็นที่รักของปวงชนชาวไทยมากที่สุดพระองค์หนึ่ง
ปฏิกิริยาของสังคมที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะพระองค์ทรงเป็นเจ้าฟ้าหญิง แต่เกิดจากการที่ประชาชนได้รับทราบ “ความจริง” เกี่ยวกับพระองค์ท่านอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ภาพจำของการทรงงานหนัก การเสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดาร หรือแม้กระทั่งการทรงพระประชวร ล้วนเป็นสิ่งที่ประชาชนรับรู้และสัมผัสได้ สิ่งนี้คือเครื่องพิสูจน์ว่า “ความจริงใจ” และ “การสื่อสารที่เข้าถึงได้” คือกุญแจสำคัญในการครองใจมหาชน
เหตุการณ์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนเล็กๆ หรือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับการจัดการงานประชาสัมพันธ์ของสำนักพระราชวังในอนาคต ท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์และการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่ การยึดมั่นในหลักการนำเสนอข้อเท็จจริง ความรวดเร็ว และความสม่ำเสมอ จะช่วยรักษาศรัทธาและความเชื่อมั่นให้คงอยู่ต่อไป
ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงแค่เห็นภาพพระราชกรณียกิจที่สวยงามเพียงด้านเดียว แต่ต้องการรับรู้ถึงความเป็นมนุษย์ ความเจ็บป่วย และความเป็นไปตามธรรมชาติของผู้นำ ซึ่งจะช่วยสร้างความรู้สึกร่วมและความผูกพันที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การที่สังคมตั้งคำถามถึงการหายไปของข่าวสารบางอย่าง หรือการเปรียบเทียบกับมาตรฐานในอดีต ไม่ใช่เรื่องของการจับผิด แต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ประชาชนยังคงให้ความสำคัญและต้องการมีส่วนร่วมในการรับรู้ความเป็นไปของบ้านเมือง
ในท้ายที่สุด แถลงการณ์ฉบับนี้ไม่เพียงแต่แจ้งข่าวพระอาการประชวร แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของระบบข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงสถาพรของทุกสถาบันในสังคมประชาธิปไตย
