นับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยตั้งตารอคอย และเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากสาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราวในประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังแฝงไว้นัยยะสำคัญทางรัฐศาสตร์ การทูต และนโยบาย “Soft Power” ที่ภาครัฐพยายามผลักดันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (Faith-based Tourism) ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ใหญ่ระดับโลก บทความนี้จะเจาะลึกทุกรายละเอียด ทั้งที่มาความศักดิ์สิทธิ์ นัยยะสำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศ และพิกัดวันเวลาที่ชัดเจนสำหรับพี่น้องชาวไทยทั้ง 4 ภาค เพื่อให้ท่านวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ ไม่พลาดโอกาสมหากุศลครั้งหนึ่งในชีวิต
โครงการนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ธรรมยาตราจากลุ่มน้ำคงคาสู่ลุ่มน้ำโขง: สักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุแห่งอริยสงฆ์สาวก” (Ganga Mekong Holy Relics) ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลอินเดีย ความพิเศษของเหตุการณ์นี้คือการอัญเชิญ “พระบรมสารีริกธาตุ” ที่ขุดพบจากสถูปโบราณเมืองปิปราหวะ (Piprahwa) รัฐอุตตรประเทศ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของเมืองกบิลพัสดุ์ในสมัยพุทธกาล โดยปกติแล้วโบราณวัตถุชิ้นสำคัญระดับนี้จะถูกเก็บรักษาไว้อย่างเข้มงวด ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงนิวเดลี และแทบจะไม่อนุญาตให้อัญเชิญออกนอกประเทศหากไม่มีวาระสำคัญจริงๆ
พร้อมกันนี้ ยังมีการอัญเชิญพระอรหันตธาตุของ “พระอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้าย” คือ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากสถูปสาญจี รัฐมัธยมประเทศ มาร่วมขบวนด้วย การรวมตัวของสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดทั้งสามส่วนนี้ จึงเปรียบเสมือนการจำลองบรรยากาศในสมัยพุทธกาลที่พระพุทธองค์และพระสาวกได้มาโปรดสัตว์ร่วมกัน สร้างความตื่นตัวให้กับวงการศาสนาและประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก
ในมุมมองของการบริหารจัดการภาครัฐ การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางหมากที่แยบยลในการใช้ “ทุนทางวัฒนธรรม” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยตระหนักดีว่าหลังวิกฤตโรคระบาดและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและการดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นเรื่องเร่งด่วน การใช้วาระมหามงคล 72 พรรษา ผนวกกับความสัมพันธ์ทางการทูตกับอินเดีย จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว”
ประการแรก เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและเสริมสร้างบารมีให้กับสถาบันหลักของชาติ ประการที่สอง เป็นการกระชับความสัมพันธ์กับอินเดียในฐานะมหามิตรทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเติบโต และประการสุดท้าย คือการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นผ่านการเดินทางข้ามจังหวัดของประชาชนจำนวนมหาศาลที่จะหลั่งไหลไปสักการะใน 4 ภูมิภาคหลัก
เพื่อให้ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศได้มีโอกาสเข้าถึงมหามงคลนี้อย่างทั่วถึง รัฐบาลได้วางแผนการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานใน 4 จุดยุทธศาสตร์ ครอบคลุมทุกภูมิภาค ดังนี้:
-
สถานที่: มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
-
ไฮไลต์สำคัญ: ริ้วขบวนอัญเชิญที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ผสมผสานศิลปะวัฒนธรรมไทยและอินเดีย การจัดสร้างมณฑปสถาปัตยกรรมไทยวิจิตรบรรจงกลางสนามหลวง เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
-
ความสำคัญ: เป็นจุดศูนย์กลางการเฉลิมฉลอง คาดว่าจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าร่วมจำนวนมากที่สุด การจัดการจราจรและการรักษาความปลอดภัยจะเข้มงวดสูงสุดในจุดนี้
-
สถานที่: หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์
-
ช่วงเวลา: ต้นเดือนมีนาคม
-
รายละเอียด: การเลือก “หอคำหลวง” เป็นสถานที่ประดิษฐาน สื่อถึงความเคารพสูงสุดในแบบฉบับล้านนา สถาปัตยกรรมล้านนาที่งดงามท่ามกลางสวนพฤกษศาสตร์นานาชาติ จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวภาคเหนือได้เป็นอย่างดี ชาวเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งลำพูน ลำปาง เชียงราย เตรียมตัวเดินทางมาร่วมสักการะ คาดว่าจะมีการจัดขบวนแห่แบบล้านนาโบราณ ฟ้อนเล็บ และการตกแต่งด้วยตุงล้านนาอย่างสวยงามตระการตา
-
สถานที่: วัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่)
-
ช่วงเวลา: กลางเดือนมีนาคม
-
รายละเอียด: ภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดและมีความศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า การเลือกจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นเมืองแห่งนักปราชญ์และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมในการรองรับคลื่นมหาชนจากทั่วภาคอีสาน รวมถึงพี่น้องจาก สปป.ลาว ที่อาจเดินทางข้ามฝั่งมาร่วมสักการะ เป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีระดับประชาชนสู่ประชาชนในลุ่มน้ำโขง
-
สถานที่: วัดมหาธาตุวชิรมงคล (วัดบางโทง) อำเภออ่าวลึก
-
ช่วงเวลา: ปลายเดือนมีนาคม
-
รายละเอียด: การเลือกจังหวัดกระบี่ แทนที่จะเป็นนครศรีธรรมราชหรือสุราษฎร์ธานี สะท้อนถึงความต้องการกระจายความเจริญและโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ วัดมหาธาตุวชิรมงคล เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น สวยงาม และมีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาที่นี่ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ ให้เดินทางเข้ามา เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ฝั่งอันดามัน
เนื่องจากคาดว่าจะมีพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนหลักล้านคนในตลอดระยะเวลาโครงการ การเตรียมตัวที่ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญ:
-
การแต่งกาย: โปรดแต่งกายชุดสุภาพ สีขาวหรือสีครีม งดเว้นกางเกงขาสั้น กระโปรงสั้น เสื้อสายเดี่ยว เพื่อเป็นการถวายความเคารพต่อสถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์
-
การเดินทาง: ควรใช้บริการขนส่งสาธารณะในจุดที่มีบริการรถรับ-ส่งฟรีที่ทางจังหวัดจัดเตรียมไว้ เนื่องจากพื้นที่จอดรถบริเวณงานอาจไม่เพียงพอ
-
สุขภาพ: เตรียมร่ม หมวก ยาดม และน้ำดื่มติดตัว เนื่องจากสภาพอากาศในเดือนมีนาคมเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน และอาจต้องเข้าแถวรอเป็นเวลานาน
-
ดอกไม้ธูปเทียน: โดยปกติในงานลักษณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่จะมีการจัดเตรียมดอกไม้ธูปเทียนไว้บริการ หรืออาจมีการขอความร่วมมืองดจุดธูปเทียนเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ควรติดตามประกาศจากทางจังหวัดอีกครั้ง
การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ข่าวสังคมหรือข่าวดาราที่ผ่านไปวันๆ แต่เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมและทิศทางของสังคมไทยในปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม การมีศูนย์รวมจิตใจที่จับต้องได้ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยประสานรอยร้าวและสร้างความหวังใหม่ให้กับคนในชาติ นี่คือโอกาสที่คนไทยทั้ง 4 ภาคจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ สั่งสมบุญบารมี และแสดงพลังแห่งความสามัคคีให้เป็นที่ประจักษ์
อย่าลืมตรวจสอบวันเวลาที่แน่นอนจากประกาศของจังหวัดและกรมประชาสัมพันธ์อีกครั้ง และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางมหากุศลครั้งนี้ เพราะโอกาสที่จะได้สักการะพระบรมสารีริกธาตุของแท้จากอินเดียถึงถิ่นบ้านเรา ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้บ่อยนัก
