ในชั่วโมงนี้ หากพูดถึงประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนแวดวงการศึกษาและการเมืองไทย คงหนีไม่พ้นกรณีพิพาทมหากาพย์ระหว่าง “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” และ “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย” เรื่องการขอคืนพื้นที่บริเวณถนนพญาไท เขตปทุมวัน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการย้ายโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาธรรมดา แต่เป็นเดิมพันด้วยประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเกือบศตวรรษ ศศักดิ์ศรีของสถาบัน และผลประโยชน์มหาศาลบนทำเลทองที่แพงระยับที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
ข่าวการ “ไล่ที่” หรือคำสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่ที่เปรียบเสมือนบ้านที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2477 สร้างความไม่พอใจและกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากบรรดาศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน จนกลายเป็นประเด็นดราม่าที่สังคมจับตามอง ว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงเช่นไร เมื่อฝ่ายหนึ่งอ้างความชอบธรรมทางกฎหมายและแผนแม่บทในการพัฒนาพื้นที่เพื่อการศึกษา ในขณะที่อีกฝ่ายอ้างความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของ “คนสร้างชาติ”
เพื่อให้เข้าใจถึงรากเหง้าของความขัดแย้ง ต้องย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของสถาบันแห่งนี้ เดิมทีพื้นที่ดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์การศึกษาด้านช่างศิลป์และช่างฝีมือของไทย ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้สร้างโรงเรียนเพาะช่างขึ้น และต่อมาได้มีการขยายและแยกสายงานช่างออกมา โดยในปี พ.ศ. 2477 ได้มีการก่อตั้งโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายขึ้น เพื่อผลิตบุคลากรด้านช่างก่อสร้างที่สยามประเทศกำลังขาดแคลนในขณะนั้น
ชื่อ “อุเทนถวาย” นั้นมีที่มาและตำนานที่น่าสนใจ โดยมีความเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ของกรมสรรพากร เนื่องจากในสมัยนั้นมีการเรี่ยไรเงินทุนเพื่อสร้างสะพานข้ามคลองพญาไท และใช้สัญลักษณ์พระอุเทนดีดพิณ ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของกรมสรรพากร จึงกลายมาเป็นชื่อเรียกขานสถาบันแห่งนี้ว่า “อุเทนถวาย” สื่อถึงการอุทิศแรงกายแรงใจเพื่องานช่างและแผ่นดิน
ในยุคแรกเริ่ม การใช้พื้นที่บริเวณนี้เป็นการเช่าที่ดินจากสำนักงานพระคลังข้างที่ (ต่อมาคือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อมีการจัดระเบียบที่ดินราชพัสดุและทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ใหม่
ปมปัญหาทางกฎหมายเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบริเวณโดยรอบสยามสแควร์ สามย่าน และปทุมวัน รวมกว่าพันไร่ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินฯ ปี พ.ศ. 2482 เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำดอกผลจากการบริหารจัดการที่ดินมาใช้ในการจัดการศึกษา
ด้วยเหตุนี้ สถานะของอุเทนถวายจึงกลายเป็น “ผู้เช่า” ในที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างสมบูรณ์ สัญญาเช่าที่เคยทำไว้มีระยะเวลา 68 ปี และเมื่อสัญญาดังกล่าวนั้นสิ้นสุดลง ทางจุฬาฯ ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงมีความประสงค์ที่จะขอคืนพื้นที่ เพื่อนำไปพัฒนาตามแผนแม่บทของมหาวิทยาลัย
ประเด็นที่ทำให้ฝ่ายคัดค้านและศิษย์เก่าอุเทนถวายรู้สึก “เดือด” ไม่ใช่แค่เรื่องการย้ายที่เรียน แต่คือความเคลือบแคลงสงสัยใน “วาระซ่อนเร้น” ของการขอคืนพื้นที่ ทางจุฬาฯ ได้ประกาศชัดเจนว่าต้องการนำพื้นที่นี้ไปสร้าง “ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมงานศิลป์” หรือที่เรียกกันในข่าวลือว่า “ศูนย์วิจัยสิรินธร” เพื่อขยายขอบเขตงานวิชาการและรองรับงานวิจัยระดับประเทศ
อย่างไรก็ตาม ภาพจำของการบริหารพื้นที่ของจุฬาฯ ในสายตาคนภายนอก มักถูกมองว่าเน้นหนักไปทางพาณิชย์ หรือ “Commercial” มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการผุดห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ คอมมูนิตี้มอลล์ หรืออาคารสำนักงานให้เช่า ในพื้นที่สยามสแควร์และสามย่าน ทำให้เกิดคำถามว่า การไล่สถาบันการศึกษาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานออกไป เพื่อเอาที่ดินไปทำศูนย์วิจัยนั้น เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมดหรือไม่ หรือในอนาคตจะมีการแฝงพื้นที่เชิงพาณิชย์เข้ามาในรูปแบบ Mixed-use เหมือนโครงการอื่นๆ ที่ผ่านมา
กลุ่มผู้คัดค้านมองว่า หากเป็นการนำที่ดินไปสร้างตึกสูงเพื่อหารายได้เข้ามหาวิทยาลัย ย่อมเป็นการทำลายรากเหง้าทางการศึกษาด้านวิชาชีพที่อุเทนถวายได้สร้างมานานเกือบศตวรรษ คำถามที่ถูกโยนกลับไปคือ “ทำไมต้องเป็นที่ตรงนี้?” และ “การอยู่ร่วมกันไม่ได้จริงๆ หรือ?”
แม้จะมีการประท้วงและการเจรจาหลายรอบ แต่ในทางกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถือไพ่เหนือกว่าอย่างชัดเจน เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาชี้ขาดให้ทางอุเทนถวายต้องย้ายออกจากพื้นที่และส่งมอบที่ดินคืนให้แก่จุฬาฯ ซึ่งถือเป็นที่สิ้นสุดของกระบวนการยุติธรรม
การต่อสู้ในชั้นศาลที่ยืดเยื้อมานานหลายปี จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายอุเทนถวาย ทำให้ผู้บริหารกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) และผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งหาทางออกในการจัดหาสถานที่ใหม่ ซึ่งมีการพูดถึงวิทยาเขตบางพระ จังหวัดชลบุรี หรือพื้นที่อื่นๆ ชานเมือง แต่สำหรับศิษย์เก่าและนักศึกษา การย้ายออกจาก “ปทุมวัน” คือการสูญเสียจิตวิญญาณและอัตลักษณ์ของ “ลูกพระวิษณุ” ที่ผูกพันกับพื้นที่นี้มาอย่างเหนียวแน่น
ในแวดวงข่าววงใน (Deep News) มีการวิเคราะห์กันว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ผู้เล่นอย่างจุฬาฯ และอุเทนถวาย แต่ยังมีเงาของกลุ่มทุนและนโยบายระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ดินแปลงนี้มีมูลค่าประเมินทางเศรษฐกิจมหาศาล การปล่อยให้เป็นสถานศึกษาอาชีวะอาจถูกมองว่า “ใช้ประโยชน์ที่ดินไม่คุ้มค่า” ในมุมมองของนักพัฒนาเมืองและนักเศรษฐศาสตร์
นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของประเทศ ซึ่งอาจมีชื่อของบุคคลสำคัญหรือหน่วยงานระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การต่อรองของอุเทนถวายดูจะริบหรี่ลงไปทุกที ไม่ว่าจะเป็นการอ้างถึง “ศูนย์วิจัย” หรือโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลประกอบความชอบธรรมในการขอคืนพื้นที่
การสูญเสียพื้นที่ประวัติศาสตร์: ตึกสถาปัตยกรรมเก่าแก่และแลนด์มาร์คสำคัญภายในอุเทนถวายอาจถูกรื้อถอนหรือเปลี่ยนแปลงสภาพไป เพื่อรองรับสิ่งปลูกสร้างใหม่
ปัญหาความรุนแรง: หลายฝ่ายกังวลว่าความไม่พอใจนี้อาจนำไปสู่การประท้วงยืดเยื้อ หรือความขัดแย้งระหว่างสถาบันที่รุนแรงขึ้น หากไม่มีการจัดการความรู้สึกของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันอย่างละมุนละม่อม
ทิศทางการศึกษาอาชีวะ: การย้ายออกไปอยู่นอกเมือง อาจส่งผลต่อการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กช่าง ที่ต้องการเรียนรู้ในพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
ท้ายที่สุดแล้ว ดูเหมือนว่าอุเทนถวายจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง “ยอมถอย” เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งศาลและนโยบายการบริหารที่ดินของรัฐและมหาวิทยาลัยเจ้าของพื้นที่ การยื้อเวลาอาจทำได้เพียงชั่วคราว แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้กำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการเยียวยาและการวางแผนอนาคตให้กับนักศึกษา เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้ส่งผลกระทบน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ปิดฉากตำนาน “อุเทนถวาย ปทุมวัน” ไว้เพียงในความทรงจำและหน้าประวัติศาสตร์
