ภาพรวมของสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาในปี 2568 ยังคงเป็นเรื่องที่สังคมไทยและประชาคมระหว่างประเทศให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่หลายฝ่ายต่างจับตาการเคลื่อนไหว ทั้งท่าทีของรัฐบาลไทย กองทัพ และเสียงวิเคราะห์จากบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการสาธารณะ หนึ่งในนั้นคือ “เสี่ยโอ” ผู้ซึ่งออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งด้านผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และการเมือง ของประเทศไทย
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2568 และจนถึงปัจจุบัน ถูกมองว่าเป็นความขัดแย้งที่ซับซ้อนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และผลสะเทือนที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ชายแดน แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว ซึ่งเสียงวิเคราะห์จาก “เสี่ยโอ” ถือเป็นมุมมองที่หลายฝ่ายสนใจ เพราะเขาเน้นย้ำ ความจริงของข้อพิพาท และเตือนให้ประชาชนเห็นภาพความเป็นจริงที่ซับซ้อนกว่าที่สื่อหรือฝ่ายต่าง ๆ นำเสนอ
ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเหตุการณ์ปะทะรุนแรงหลายครั้งในพื้นที่ที่มีการพิพาทเรื่องแนวเขตแดนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขมาเป็นเวลานานกว่า 80 ปี โดยแนวเขตแดนในแถบปราสาทพระวิหารยังคงเป็นจุดที่มีการปะทะกันบ่อยที่สุด ในบางช่วงทหารทั้งสองฝ่ายมีการใช้กำลังจริง มีรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งทหารและพลเรือน และมีการอพยพล้มหลามในพื้นที่นั้นกลายเป็นวิกฤติด้านมนุษยธรรมที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน ตามข้อมูลการวิเคราะห์เหตุการณ์ล่าสุดที่มีการสรุปไว้ในหลายรายงานข่าวและบทวิเคราะห์ทางความมั่นคงของภูมิภาค
ในหลายกรณี ฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาต่างให้เหตุผลและตำหนิอีกฝ่ายว่าคือผู้เริ่มก่อน หรือเป็นฝ่ายที่กระทำการก่อน ซึ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นและยากที่จะระบุว่าใครคือผู้ผิดจริง ๆ อย่างชัดเจน การปะทะบางครั้งเริ่มจากความเข้าใจผิดทางยุทธศาสตร์ หรือการยั่วยุที่เกิดขึ้นจากการตีความพื้นที่ที่แตกต่างกัน ทำให้การสื่อสารด้านความปลอดภัยระหว่างสองรัฐบาลยังไม่สามารถคลี่คลายข้อขัดแย้งได้ทั้งหมด
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “เสี่ยโอ” ซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะที่มักสนับสนุนความจริงและพูดออกมาตรง ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ชายแดนนี้เช่นกัน โดยเขาไม่ได้มองเหตุการณ์ลำพังแค่เรื่องการสู้รบ แต่ชี้ว่าควรดูในเชิง ผลกระทบระยะยาว และ ภาพรวมภาพใหญ่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
จากมุมมองของเขา เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องปะทะตามแนวชายแดนธรรมดา แต่เป็นสัญญาณว่า ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ภายในภูมิภาคอาเซียนและระหว่างประเทศใกล้เคียงยังคงมีอยู่ เสี่ยโอย้ำว่าผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไม่ได้จบลงเฉพาะพื้นที่ที่ปะทะเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการค้าขาย ความเชื่อมั่นของนักลงทุน การท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ทางการฑูต และภาพลักษณ์ของไทยในสายตาชาติอื่น ๆ ด้วย
เขายังเตือนว่า การเมืองภายในประเทศไทยเอง ก็มีส่วนทำให้สถานการณ์ดูยุ่งเหยิงมากขึ้นเมื่อมีกลุ่มฝ่ายต่าง ๆ พยายามโยงเหตุการณ์ชายแดนเข้ากับฝ่ายการเมืองภายใน ซึ่งนั่นอาจทำให้การแก้ปัญหาที่แท้จริงต้องถูกบดบังด้วยการใช้เหตุการณ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองแทนที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ
เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว รายงานของหลายองค์กรด้านความมั่นคงและข่าวต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า มีประชาชนจำนวนมากที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ เนื่องจากความไม่ปลอดภัยและภัยคุกคามจากการสู้รบ รวมถึงความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน และแหล่งทำมาหากินของชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน
ผลกระทบดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลด้านจิตใจและความมั่นคงทางสังคมอีกด้วย ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องเผชิญกับความกลัว ความไม่แน่นอน และความเครียดจากการดำรงชีวิตในพื้นที่ที่อาจจะไม่ปลอดภัยต่อไปในอนาคต องค์กรและนักสิทธิมนุษยชนต่างเรียกร้องให้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ระดับภูมิภาค เหตุการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยกระบวนการ การทูต การเจรจาอย่างสันติ และกระบวนการที่ยั่งยืนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบทบาทของอาเซียนในการเป็นตัวกลางหรือสนับสนุนการหารือระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อหยุดยั้งการสูญเสียและลดความรุนแรงของข้อพิพาท
กล่าวคือ การแก้ไขปัญหานี้ควรจะเป็นการเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุย รับฟังจุดยืนของกันและกัน และหาวิธีการที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ โดยการปฏิบัติในเชิงโครงสร้าง เช่น การกำหนดแนวเขตแดนอย่างชัดเจน การเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และการสร้างกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงและพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนร่วมกัน
